บทความ

ลูปนรกของเจ้าของแบรนด์

8 ครั้ง อ่าน ~14 นาที
 ลูปนรกของเจ้าของแบรนด์

1. ลูปนรกของเจ้าของแบรนด์

ถ้าคุณเหนื่อยกับการสอนงานแอดมินหรือเซลส์...

สอนจนปากเปียก พอเขาทำเป็นปุ๊บ อ้าว! ยื่นใบลาออกปั๊บ

แล้วเราก็ต้องเริ่มใหม่ วนอยู่อย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติ เหมือนเล่นเกมที่ไม่มีวันเซฟ

วันที่เจ้าของแบรนด์...ไม่ต้องเหนื่อยสอนคนอีกต่อไป จะมีจริงไหม?

เคยไหม? ได้คนใหม่มา ต้องเริ่มสอนตั้งแต่สระอา

  1. สอนว่าแบรนด์เราคือใคร
  2. สอนว่าสินค้าดียังไง
  3. สอนว่าตอบลูกค้ายังไงไม่ให้ลูกค้าบล็อก
  4. สอนว่าปิดการขายยังไง ไม่ใช่ปิดประตูหนีลูกค้า

สอนจนเขาทำงานเป็น...แล้วเขาก็ลาออกไปอยู่กับคู่แข่งซะงั้น!

ลูปนี้คือ : หาคนใหม่ > สอนใหม่ > ฝึกใหม่ > แก้ปัญหาใหม่ > แล้วก็...ลาออกใหม่

เหนื่อยจนอยากจะร้องว่า "พอแล้วววว!"

จริงๆ ธุรกิจคุณอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง "คน" แต่มีปัญหาเรื่อง "ระบบแบรนด์" ต่างหาก

2. ถ้าต้องพึ่งสกิลปากของเซลส์ 100% แปลว่าแบรนด์ยังไม่ได้ทำงานเลย

ลองเช็คดูง่ายๆ...

ถ้าทุกครั้งที่ลูกค้าทักมา แอดมินต้องงัดพลังภายในมาตอบว่า

"บริษัทเราคือใครนะ? ทำไมต้องเลือกเรา? ต่างจากเจ้าอื่นตรงไหน? แพงทำไม?"

นั่นแปลว่าความเก่งยังฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ฝังอยู่ในระบบแบรนด์

  1. คนเก่งอยู่ = ยอดพุ่งเหมือนติดจรวด
  2. คนเก่งลาออก = ยอดร่วงเหมือนหุ้นขาลง

แบบนี้ไม่ใช่ปัญหาฝ่าย HR แล้วครับ แต่มันคือ Business Model ที่พึ่งพาคนเกินไป เหมือนร้านข้าวที่อร่อยเพราะแม่ครัวคนเดียว ถ้าแม่ครัวลา ร้านก็เจ๊ง!

3. คนมีวันลา แต่แบรนด์ไม่มีวันลา

คนหนึ่งคน ต่อให้เก่งระดับเทพก็มีข้อจำกัด

  1. มีวันลาออก
  2. มีวันลาไปเที่ยว
  3. มีวันเหนื่อย ไม่อยากตอบแชท
  4. มีวันอารมณ์เสีย ตอบลูกค้าแบบเหวี่ยงๆ
  5. มีวันที่จำราคาผิด ลด 50% จาก 1000 เหลือ 100 ซะงั้น!

แต่ถ้าเราเปลี่ยน "ความรู้ในหัวคน" ให้เป็น "ระบบของแบรนด์" ความรู้นั้นจะไม่เดินออกไปพร้อมกับพนักงาน

นี่แหละที่ Strategic Rebranding มีไว้ทำ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ให้สวยๆ แล้วจบ แต่คือการ "จัดระบบสมองของแบรนด์" ให้แบรนด์ทำงานแทนคนได้

4. เมื่อแบรนด์พูดแทนคนได้...เจ้าของจะได้นอนเต็มอิ่ม

แบรนด์ที่วางกลยุทธ์มาดี จะตอบคำถามลูกค้า ก่อนที่ลูกค้าจะพิมพ์ถามแอดมินด้วยซ้ำ

  1. เราเป็นใคร?
  2. เราเหมาะกับใคร?
  3. ทำไมต้องเลือกเรา ไม่ใช่เจ้าข้างๆ?
  4. ซื้อแล้วชีวิตดีขึ้นยังไง?

เมื่อเว็บ, คอนเทนต์, โซเชียล, โบรชัวร์ พูดภาษาเดียวกันหมด

แอดมินกับเซลส์ก็ไม่ต้องเป็นศิลปินเดี่ยว ต้องแบกแบรนด์ไว้บนบ่าเหมือนแบกกระสอบข้าวอีกต่อไป เพราะแบรนด์เตรียมบทพูดเทพๆ ไว้ให้หมดแล้ว แค่หยิบไปใช้!

5. แบรนด์ดี ไม่ได้ทำให้คนเก่งขึ้นอย่างเดียว แต่ทำให้ "คนธรรมดา" ทำงานโคตรง่าย

หลายธุรกิจแก้ปัญหาผิดจุด

  1. แอดมินไม่เก่ง > หาแอดมินใหม่ที่เก่งกว่า
  2. เซลส์ปิดไม่ได้ > หาเซลส์ปากจัดกว่า
  3. ยอดตก > ตั้งเป้าให้สูงขึ้นไปอีก (แล้วก็กดดันกันเอง)

เหมือนรถยางแบน แต่ไปโทษคนขับว่าไม่เก่ง ทั้งที่ควรเปลี่ยนยาง!

ถ้าระบบยังเหมือนเดิม ต่อให้ได้เทวดามาทำงาน สุดท้ายเทวดาก็เหนื่อยแล้วลาออกอยู่ดี

6. Strategic Rebranding ช่วยลด "โรคเสพติดคนเก่ง" ได้ 7 ข้อ

1. ลดการพึ่งความจำ: ความลับของแบรนด์ไม่ควรอยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว เหมือนสูตรก๋วยเตี๋ยวที่จำในหัวแล้วไม่จด

2. ลดการพึ่งสกิลเซลส์เทพ: เซลส์ไม่ควรต้องมานั่งสร้างความน่าเชื่อถือใหม่ทุกครั้ง แบรนด์ต้องปูพรมแดงไว้ให้แล้ว เซลส์แค่พาลูกค้าเดิน

3. ลดการพึ่งแอดมินสายมโน: ถ้าลูกค้าถามคำถามเดิม 100 รอบ ทำไมต้องคิดคำตอบใหม่ 100 รอบ? ทำระบบตอบไว้เลย จบ!

4. ลดเวลาสอนงานคนใหม่: จากที่เคยสอนทุกอย่างจากศูนย์เหมือนสอนลูกหัดเดิน เปลี่ยนเป็น "นี่คือคู่มือระบบ ใช้ซะ" คนใหม่เก่งเร็วขึ้น 300%

5. ลดความชิบ...หายตอนคนลาออก: คนออกได้ แต่ระบบต้องไม่ออกตามไปด้วย ไม่งั้นลาออกที ความรู้หายไปทั้งบริษัท เหมือนโดนลบฮาร์ดดิสก์

6. ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าโดนแกง: ไม่ว่าจะคุยกับแอดมิน A หรือ B ลูกค้าก็รู้สึกว่า "เออ นี่แหละแบรนด์เดียวกัน" ไม่ใช่คนนึงหวานเจี๊ยบ อีกคนเหวี่ยงวีน

7. ทำให้ธุรกิจโตได้จริง (Scale): ธุรกิจที่โตด้วยคน จะโตได้เท่าจำนวนคน แต่ธุรกิจที่โตด้วยระบบ จะโตได้แม้เจ้าของไปนอนตากอากาศอยู่เชียงราย

จาก People-Dependent ไปเป็น Brand-Led Business นั่นเอง

7. แล้วเจ้าของได้อะไร? ได้ชีวิตคืนครับ!

สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ "อิสรภาพ"

  1. ไม่ต้องตอบคำถามเดิมๆ ว่า "ส่งของรึยังคะ"
  2. ไม่ต้องสอนคนใหม่จากศูนย์ทุกเดือน
  3. ไม่ต้องคอยแก้แชทแอดมินที่พิมพ์ว่า "ค่ะ" เป็น "คะ" สลับกันมั่ว
  4. ไม่ต้องนั่งลุ้นว่าเซลส์จะปิดได้ไหม
  5. ไม่ต้องกลัวว่าคนเก่งจะลาออกแล้วเอาเลขลูกค้าไปด้วย

เพราะสิ่งที่เคยอยู่ในหัวคุณ ตอนนี้กลายเป็น "ทรัพย์สินของแบรนด์" ที่ไม่มีใครขโมยไปได้

8. เป้าหมายของการรีแบรนด์ ไม่ใช่แค่ให้ดูดี แต่ให้ "ทำงานดี"

  1. แบรนด์ควรช่วยตอบแทนแอดมิน
  2. ช่วยอธิบายแทนเซลส์
  3. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือก่อนลูกค้าจะถาม
  4. ช่วยทำให้ลูกค้าเลือกเรา ก่อนจะไปเทียบราคา
  5. ช่วยให้คนใหม่ทำงานเป็นใน 3 วัน ไม่ใช่ 3 เดือน

จำไว้ : แบรนด์ที่ดี ไม่ได้ทำให้คุณต้องหาคนเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำให้ "คนที่เข้ามา กลายเป็นคนเก่งขึ้นเพราะแบรนด์ช่วยเขา"

9. อย่าปล่อยให้ธุรกิจต้อง "รีเซ็ตใหม่" ทุกครั้งที่มีคนลาออก

ถ้าวันนี้คุณยังคิดว่า...

"ทำไมต้องสอนแอดมินใหม่ตลอดวะ"

"ทำไมเซลส์ลาออกแล้วยอดตก"

"ทำไมเจ้าของต้องมาตอบแชทเองตอนตี 2"

บางทีคำตอบอาจไม่ใช่ "ต้องหาคนเก่งกว่านี้"

แต่อาจเป็น "ถึงเวลาต้องสร้างระบบแบรนด์ที่ดีกว่านี้แล้วล่ะ"

คุณไม่ควรใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการสอนคนใหม่ รอเขาทำงานเป็น แล้วเขาก็ลาออก วนลูปเป็นหนังผี

ธุรกิจที่ดี ไม่ควรทำให้เจ้าของเก่งขึ้นในการแก้ปัญหาเดิมๆ

แต่ควรทำให้ "ปัญหาเดิมๆ มันหายไปเรื่อยๆ"

จากแบรนด์ที่ต้องพึ่งคน > ไปสู่แบรนด์ที่มีระบบช่วยทำงานแทนคน
จากการบริหารคนทั้งวัน > ไปสู่การบริหารระบบ
จาก "เหนื่อยเพื่อให้ธุรกิจเดิน" > ไปสู่ "ธุรกิจเดินได้ แม้เจ้าของกำลังจิบชาอยู่ที่ไร่ชาฉุยฟง"

เป้าหมายสูงสุดของการสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่ทำให้ลูกค้าจำคุณได้

แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ "ทำงานหาเงินให้คุณได้ แม้คุณไม่ได้เฝ้าหน้าจอ"

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

"เปลี่ยนเกมด้วยแบรนด์" - ไม่ใช่เปลี่ยนแค่โลโก้ แต่เปลี่ยนวิธีหาเงิน


สนใจสกรีนแก้วของคุณเอง?

ปรึกษาฟรี · สกรีน 1 สี ขั้นต่ำ 1,000 ใบ · พร้อมออกแบบให้

แชร์บทความ:
คัดลอกลิงก์แล้ว