1. ลูปนรกของเจ้าของแบรนด์
ถ้าคุณเหนื่อยกับการสอนงานแอดมินหรือเซลส์...
สอนจนปากเปียก พอเขาทำเป็นปุ๊บ อ้าว! ยื่นใบลาออกปั๊บ
แล้วเราก็ต้องเริ่มใหม่ วนอยู่อย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติ เหมือนเล่นเกมที่ไม่มีวันเซฟ
วันที่เจ้าของแบรนด์...ไม่ต้องเหนื่อยสอนคนอีกต่อไป จะมีจริงไหม?
เคยไหม? ได้คนใหม่มา ต้องเริ่มสอนตั้งแต่สระอา
- สอนว่าแบรนด์เราคือใคร
- สอนว่าสินค้าดียังไง
- สอนว่าตอบลูกค้ายังไงไม่ให้ลูกค้าบล็อก
- สอนว่าปิดการขายยังไง ไม่ใช่ปิดประตูหนีลูกค้า
สอนจนเขาทำงานเป็น...แล้วเขาก็ลาออกไปอยู่กับคู่แข่งซะงั้น!
ลูปนี้คือ : หาคนใหม่ > สอนใหม่ > ฝึกใหม่ > แก้ปัญหาใหม่ > แล้วก็...ลาออกใหม่
เหนื่อยจนอยากจะร้องว่า "พอแล้วววว!"
จริงๆ ธุรกิจคุณอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง "คน" แต่มีปัญหาเรื่อง "ระบบแบรนด์" ต่างหาก
2. ถ้าต้องพึ่งสกิลปากของเซลส์ 100% แปลว่าแบรนด์ยังไม่ได้ทำงานเลย
ลองเช็คดูง่ายๆ...
ถ้าทุกครั้งที่ลูกค้าทักมา แอดมินต้องงัดพลังภายในมาตอบว่า
"บริษัทเราคือใครนะ? ทำไมต้องเลือกเรา? ต่างจากเจ้าอื่นตรงไหน? แพงทำไม?"
นั่นแปลว่าความเก่งยังฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ฝังอยู่ในระบบแบรนด์
- คนเก่งอยู่ = ยอดพุ่งเหมือนติดจรวด
- คนเก่งลาออก = ยอดร่วงเหมือนหุ้นขาลง
แบบนี้ไม่ใช่ปัญหาฝ่าย HR แล้วครับ แต่มันคือ Business Model ที่พึ่งพาคนเกินไป เหมือนร้านข้าวที่อร่อยเพราะแม่ครัวคนเดียว ถ้าแม่ครัวลา ร้านก็เจ๊ง!
3. คนมีวันลา แต่แบรนด์ไม่มีวันลา
คนหนึ่งคน ต่อให้เก่งระดับเทพก็มีข้อจำกัด
- มีวันลาออก
- มีวันลาไปเที่ยว
- มีวันเหนื่อย ไม่อยากตอบแชท
- มีวันอารมณ์เสีย ตอบลูกค้าแบบเหวี่ยงๆ
- มีวันที่จำราคาผิด ลด 50% จาก 1000 เหลือ 100 ซะงั้น!
แต่ถ้าเราเปลี่ยน "ความรู้ในหัวคน" ให้เป็น "ระบบของแบรนด์" ความรู้นั้นจะไม่เดินออกไปพร้อมกับพนักงาน
นี่แหละที่ Strategic Rebranding มีไว้ทำ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ให้สวยๆ แล้วจบ แต่คือการ "จัดระบบสมองของแบรนด์" ให้แบรนด์ทำงานแทนคนได้
4. เมื่อแบรนด์พูดแทนคนได้...เจ้าของจะได้นอนเต็มอิ่ม
แบรนด์ที่วางกลยุทธ์มาดี จะตอบคำถามลูกค้า ก่อนที่ลูกค้าจะพิมพ์ถามแอดมินด้วยซ้ำ
- เราเป็นใคร?
- เราเหมาะกับใคร?
- ทำไมต้องเลือกเรา ไม่ใช่เจ้าข้างๆ?
- ซื้อแล้วชีวิตดีขึ้นยังไง?
เมื่อเว็บ, คอนเทนต์, โซเชียล, โบรชัวร์ พูดภาษาเดียวกันหมด
แอดมินกับเซลส์ก็ไม่ต้องเป็นศิลปินเดี่ยว ต้องแบกแบรนด์ไว้บนบ่าเหมือนแบกกระสอบข้าวอีกต่อไป เพราะแบรนด์เตรียมบทพูดเทพๆ ไว้ให้หมดแล้ว แค่หยิบไปใช้!
5. แบรนด์ดี ไม่ได้ทำให้คนเก่งขึ้นอย่างเดียว แต่ทำให้ "คนธรรมดา" ทำงานโคตรง่าย
หลายธุรกิจแก้ปัญหาผิดจุด
- แอดมินไม่เก่ง > หาแอดมินใหม่ที่เก่งกว่า
- เซลส์ปิดไม่ได้ > หาเซลส์ปากจัดกว่า
- ยอดตก > ตั้งเป้าให้สูงขึ้นไปอีก (แล้วก็กดดันกันเอง)
เหมือนรถยางแบน แต่ไปโทษคนขับว่าไม่เก่ง ทั้งที่ควรเปลี่ยนยาง!
ถ้าระบบยังเหมือนเดิม ต่อให้ได้เทวดามาทำงาน สุดท้ายเทวดาก็เหนื่อยแล้วลาออกอยู่ดี
6. Strategic Rebranding ช่วยลด "โรคเสพติดคนเก่ง" ได้ 7 ข้อ
1. ลดการพึ่งความจำ: ความลับของแบรนด์ไม่ควรอยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว เหมือนสูตรก๋วยเตี๋ยวที่จำในหัวแล้วไม่จด
2. ลดการพึ่งสกิลเซลส์เทพ: เซลส์ไม่ควรต้องมานั่งสร้างความน่าเชื่อถือใหม่ทุกครั้ง แบรนด์ต้องปูพรมแดงไว้ให้แล้ว เซลส์แค่พาลูกค้าเดิน
3. ลดการพึ่งแอดมินสายมโน: ถ้าลูกค้าถามคำถามเดิม 100 รอบ ทำไมต้องคิดคำตอบใหม่ 100 รอบ? ทำระบบตอบไว้เลย จบ!
4. ลดเวลาสอนงานคนใหม่: จากที่เคยสอนทุกอย่างจากศูนย์เหมือนสอนลูกหัดเดิน เปลี่ยนเป็น "นี่คือคู่มือระบบ ใช้ซะ" คนใหม่เก่งเร็วขึ้น 300%
5. ลดความชิบ...หายตอนคนลาออก: คนออกได้ แต่ระบบต้องไม่ออกตามไปด้วย ไม่งั้นลาออกที ความรู้หายไปทั้งบริษัท เหมือนโดนลบฮาร์ดดิสก์
6. ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าโดนแกง: ไม่ว่าจะคุยกับแอดมิน A หรือ B ลูกค้าก็รู้สึกว่า "เออ นี่แหละแบรนด์เดียวกัน" ไม่ใช่คนนึงหวานเจี๊ยบ อีกคนเหวี่ยงวีน
7. ทำให้ธุรกิจโตได้จริง (Scale): ธุรกิจที่โตด้วยคน จะโตได้เท่าจำนวนคน แต่ธุรกิจที่โตด้วยระบบ จะโตได้แม้เจ้าของไปนอนตากอากาศอยู่เชียงราย
จาก People-Dependent ไปเป็น Brand-Led Business นั่นเอง
7. แล้วเจ้าของได้อะไร? ได้ชีวิตคืนครับ!
สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือ "อิสรภาพ"
- ไม่ต้องตอบคำถามเดิมๆ ว่า "ส่งของรึยังคะ"
- ไม่ต้องสอนคนใหม่จากศูนย์ทุกเดือน
- ไม่ต้องคอยแก้แชทแอดมินที่พิมพ์ว่า "ค่ะ" เป็น "คะ" สลับกันมั่ว
- ไม่ต้องนั่งลุ้นว่าเซลส์จะปิดได้ไหม
- ไม่ต้องกลัวว่าคนเก่งจะลาออกแล้วเอาเลขลูกค้าไปด้วย
เพราะสิ่งที่เคยอยู่ในหัวคุณ ตอนนี้กลายเป็น "ทรัพย์สินของแบรนด์" ที่ไม่มีใครขโมยไปได้
8. เป้าหมายของการรีแบรนด์ ไม่ใช่แค่ให้ดูดี แต่ให้ "ทำงานดี"
- แบรนด์ควรช่วยตอบแทนแอดมิน
- ช่วยอธิบายแทนเซลส์
- ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือก่อนลูกค้าจะถาม
- ช่วยทำให้ลูกค้าเลือกเรา ก่อนจะไปเทียบราคา
- ช่วยให้คนใหม่ทำงานเป็นใน 3 วัน ไม่ใช่ 3 เดือน
จำไว้ : แบรนด์ที่ดี ไม่ได้ทำให้คุณต้องหาคนเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำให้ "คนที่เข้ามา กลายเป็นคนเก่งขึ้นเพราะแบรนด์ช่วยเขา"
9. อย่าปล่อยให้ธุรกิจต้อง "รีเซ็ตใหม่" ทุกครั้งที่มีคนลาออก
ถ้าวันนี้คุณยังคิดว่า...
"ทำไมต้องสอนแอดมินใหม่ตลอดวะ"
"ทำไมเซลส์ลาออกแล้วยอดตก"
"ทำไมเจ้าของต้องมาตอบแชทเองตอนตี 2"
บางทีคำตอบอาจไม่ใช่ "ต้องหาคนเก่งกว่านี้"
แต่อาจเป็น "ถึงเวลาต้องสร้างระบบแบรนด์ที่ดีกว่านี้แล้วล่ะ"
คุณไม่ควรใช้ชีวิตที่เหลือไปกับการสอนคนใหม่ รอเขาทำงานเป็น แล้วเขาก็ลาออก วนลูปเป็นหนังผี
ธุรกิจที่ดี ไม่ควรทำให้เจ้าของเก่งขึ้นในการแก้ปัญหาเดิมๆ
แต่ควรทำให้ "ปัญหาเดิมๆ มันหายไปเรื่อยๆ"
จากแบรนด์ที่ต้องพึ่งคน > ไปสู่แบรนด์ที่มีระบบช่วยทำงานแทนคน
จากการบริหารคนทั้งวัน > ไปสู่การบริหารระบบ
จาก "เหนื่อยเพื่อให้ธุรกิจเดิน" > ไปสู่ "ธุรกิจเดินได้ แม้เจ้าของกำลังจิบชาอยู่ที่ไร่ชาฉุยฟง"
เป้าหมายสูงสุดของการสร้างแบรนด์ ไม่ใช่แค่ทำให้ลูกค้าจำคุณได้
แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ "ทำงานหาเงินให้คุณได้ แม้คุณไม่ได้เฝ้าหน้าจอ"
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
"เปลี่ยนเกมด้วยแบรนด์" - ไม่ใช่เปลี่ยนแค่โลโก้ แต่เปลี่ยนวิธีหาเงิน