[18+] เด็กและเยาวชนโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน การกระทำใดๆ ของผู้อยู่ในเรื่องนี้ไม่ควรเลียนแบบ
เงินกับทองนั้นเป็นแร่มีค่าของมนุษย์ ซึ่งแร่เงินและทองบนโลกมนุษย์นั้น ในปุราณะหลายฉบับเล่ากันว่าเกิดมาจากการพบกันของโมหิณีกับพระอิศวร
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลังจากอีเวนท์กวนเกษียรสมุทรผ่านไป พระอิศวรหรืออีกชื่อคือพระศิวะ ที่ไม่ได้ไปอยู่ในเหตุการณ์แย่งน้ำอมฤต ได้สดับเรื่องว่าพระนารายณ์แปลงร่างเป็นสตรีไปหลอกล่ออสูรเพื่อแย่งน้ำอมฤต ก็อยากจะเห็นสักหน่อยว่าโมหิณีตอนนั้นสวยได้ขนาดไหนกันนะ ก็เลยชวนพระอุมาไปหาพระนารายณ์กัน
เมื่อถูกรบเร้า พระนารายณ์ก็เลยจำแลงกายให้ดูหน่อยก็ได้ ตามความในภควัตปุราณะ ที่อาจแปลเป็นไทย ความว่า
"...พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกียรติก็อันตรธานหายไปจากที่นั้นในทันที ขณะที่พระศิวะผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งจักรวาล พร้อมด้วยพระอุมาผู้เป็นชายา ทรงรอคอยและกวาดสายพระเนตรมองไปรอบทิศด้วยความจดจ่อ
ครั้นแล้ว ในสวนท่ามกลางหมู่แมกไม้ที่ออกดอกบานสะพรั่งหลากสีและใบไม้สีแดงเรื่อ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหญิงสาวผู้เลอโฉม คาดเข็มขัดรอบเอว สวมอาภรณ์ผ้าไหมอันงดงามวิจิตร กำลังเล่นโยนลูกคลีอยู่
เอวของนางดูราวกับจะหักสะบั้นลงด้วยน้ำหนักอันมากของทรวงอกทรงโตอันแสนอวบอิ่ม เต้านมของนางสั่นไหวไปตามจังหวะการก้มและเงย พร้อมกับการกระดอนของลูกคลี....
...ดวงหน้าของนางดูงดงามยิ่งนัก พวงแก้มที่สุกปลั่งจากแสงสะท้อนของต่างหูคู่งาม เส้นผมสีดกดำเงางาม
นางคอยรวบอาภรณ์ผ้าไหมที่หลุดลุ่ยด้วยมือซ้ายอันงดงาม จัดผมที่สยายออกให้เข้าที่ และใช้มืออีกข้างตีลูกคลี นางดูราวกับกำลังร่ายมนต์สะกดโลกทั้งใบด้วยอำนาจมายาของนางเอง
...เมื่อสายตาของนางชายตามองมา พร้อมกับรอยยิ้มเอียงอายขณะกำลังเล่นลูกคลี มหาเทพก็ทรงเสียการควบคุมจิตใจทันที จิตใจของพระองค์เกิดความรัญจวนเมื่อได้สบสายตากับสตรีผู้นั้น พระองค์ทรงลืมเลือนองค์เอง ลืมเลือนพระอุมาผู้เป็นชายา และลืมเลือนแม้กระทั่งเหล่าบริวารของพระองค์"
พอรู้ว่าพระอิศวรเริ่มเสียอาการแล้ว พระนารายณ์ในร่างโมหิณีก็ยั่วต่อ ด้วยการแกล้งทำลูกคลีกระดอนไปไกล แล้ววิ่งไปเก็บ แต่ระหว่างวิ่งก็ทำชายส่าหรีหลุดลุ่ย จนเผยให้เห็นเนื้อหนังมากขึ้น พระอิศวรก็มองโมหิณีผ้าผ่อนหลุด โมหิณีก็หันมาสายตาเว้าวอน แสดงออกมาว่าตกหลุมรักพระอิศวรเหมือนกัน เท่านั้นแหละ พระอิศวรก็คุมสติไม่ได้อีกต่อไป วิ่งเข้าไปหาโมหิณีโดยไม่สนใจพระอุมาที่อยู่ข้างๆ อีกต่อไป!
ตามความในปุราณะ ที่อาจแปลได้ว่า
"...เมื่อทอดพระเนตรเห็นดรุณีผู้มีเสน่ห์เย้ายวนใจยิ่งนัก พร้อมด้วยสายตาที่ชายมองอย่างมีเสน่ห์จับใจ แสดงให้เห็นว่านางมีใจให้พระองค์ผ่านการชำเลืองมอง พระศิวะก็ทรงปักพระทัยหลงใหลในตัวนางอย่างแท้จริง
เมื่อถูกนางพรากเอาสติปัญญา ความสำนึกในความเหมาะสม และความยับยั้งชั่งใจไป และถูกครอบงำด้วยกิเลสที่ถูกกระตุ้นโดยนาง พระองค์ก็สูญเสียความละอายและเสด็จเข้าไปหานาง แม้ในขณะที่พระปารวตีพระมเหสี กำลังยืนจ้องมองอยู่ก็ตาม
เมื่อเห็นพระองค์กำลังเสด็จเข้ามา นางซึ่งอยู่ในสภาพผ้าผ่อนหลุดลุ่ย ก็เกิดความเอียงอายอย่างสุดขีด นางจึงไปแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้พร้อมกับหัวเราะ
พระศิวะผู้ซึ่งถูกสตรีผู้นั้นขโมยสติสัมปชัญญะ และถูกครอบงำด้วยราคะไปเสียแล้ว ก็ทรงวิ่งไล่ตามนางดั่งพญาช้างสารตกมันที่วิ่งไล่ตามช้างพัง
พระองค์วิ่งไล่ตามนางไปด้วยความรวดเร็ว ทรงคว้าผมของนางไว้ ดึงนางเข้ามาใกล้ และสวมกอดนางไว้ในอ้อมแขน แม้ว่านางจะแสดงออกว่าไม่ยินยอมก็ตาม
เมื่อถูกพระศิวะโอบกอดอย่างแนบแน่น ประดุจช้างพังที่ถูกช้างพลายตระกองกอด นางจึงดิ้นรนไปมาในอ้อมแขนของพระองค์ จนเส้นผมของนางหลุดลุ่ยสยายออก
พอดิ้นหลุดพ้นจากอ้อมแขนของมหาเทพ นางก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว..."
พอได้กอดได้สัมผัสนางเข้า มหาเทพที่เคยทรงพลังตั้งเด่ ผงาดไม่รู้ล้ม คุมน้ำกำลังไม่ให้หลั่งออกมาได้ ก็ไม่สามารถคุมตัวเองได้อีกแล้ว!
ในภควัตปุราณะ แปลความได้ว่า
"ในขณะที่ทรงวิ่งไล่ตามนาง น้ำกำลังของพระศิวะ ผู้มีพลังแห่งการก่อกำเนิดอันไม่เคยเหือดแห้ง ก็ได้หลั่งไหลออกมา ประดุจน้ำกำลังของพญาโคอุสุภราชผู้นำฝูงขณะวิ่งไล่ตามแม่โคที่พร้อมผสมพันธุ์ หรือดั่งพญาช้างสารตกมันที่วิ่งไล่ตามช้างพังที่พร้อมสืบพันธุ์"
จากนั้นน้ำกำลังที่ไหลออกมาจากเหตุการณ์นี้ ก็ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดแร่ทองคำและเงิน (คัมภีร์หลังๆ บอกน้ำกำลังได้เป็นปรอทด้วย)
ทั้งสองวิ่งไล่หยอกล้อกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระอิศวรเริ่มตั้งสติได้ และเข้าสู่สภาวะสมาธิ หยุดน้ำกำลังที่หลั่งไหลได้นั้น พระนารายณ์ก็พอ แล้วคืนร่าง ก่อนจะชื่นชม เป็นความในปุราณะว่า
“โอ สหายรัก! ข้ายินดียิ่งนักที่แม้ท่านจะถูกล่อลวงด้วยอำนาจแห่งมายาอันมิอาจต้านทานได้ของข้าในรูปของหญิงงาม ท่านก็ยังสามารถฟื้นคืนสู่สภาวะปกติอันไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสได้ด้วยตัวท่านเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเทพองค์อื่นๆ ดังนั้นท่านคู่ควรแล้วที่ให้ข้าเรียกว่า มหาเทพ"
งานนี้พระอิศวรห้ามใจได้ทัน จึงยังไม่่ได้มีการกระทำเกินเลยจนเกิดบุตรแต่อย่างใด
เอาเถอะ ยังไงเสียการเสียสติหลงไปในกามชั่วขณะของพระอิศวรก็ไม่สูญเปล่า และยังตั้งสติได้ทัน สามารถฟื้นคืนพลังที่เสียไปจากการถลำทำพลาดผิดไปได้ ถ้าเรามีสติ ตั้งสติทัน ก็สามารถจัดการความผิดพลาดได้ทันท่วงทีเช่นกัน
อนึ่ง ในเวอร์ชั่นพรหมาณฑปุราณะ ที่ค่อนข้างอวยพระนางลลิตา (ศักติเทวี) เหตุการณ์พระอิศวรห้ามใจได้ทันไม่ได้เกิดขึ้น! เพราะพระนารายณ์ยืมพลังพระลลิตามาใช้ เลยทำให้เหนือกว่าการข่มกิเลสของพระอิศวร
เวอร์ชั่นนี้พระนารายณ์ร่างหญิงโดนกอดรัดไว้แล้วพระอิศวรก็หลั่งน้ำกำลังจนมีลูกด้วยกันในสวน Outdoor กันต่อหน้าพระอุมานั่นแหละ! ตามความในพรหมาณฑปุราณะ ว่า
"...เมื่อเห็นสวามีอันเป็นที่รักวิ่งไปเช่นนั้น พระอุมาก็ทรงตกพระทัยอย่างยิ่ง พระนางทรงตำหนิตนเองในความงามของพระองค์ที่ไม่อาจเทียบนางได้ ทรงนิ่งเงียบก้มพระเศียรลงด้วยความรู้สึกอับอายและริษยาที่ท่วมท้น
พระศิวะทรงคว้าตัวนางโมหิณีไว้ได้และสวมกอดนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่นางก็สะบัดออกครั้งแล้วครั้งเล่า และวิ่งหนีห่างออกไป
ในที่สุดพระศิวะก็ทรงจับตัวนางไว้อีกครั้ง แล้วพระอีศวรผู้ตกอยู่ภายใต้อำนาจกามโดยสมบูรณ์ ได้สวมกอดนางเอาไว้แนบแน่น แล้วในขณะนั้นเอง น้ำกำลังของพระองค์ก็ได้หลั่งออกมา
แล้วต่อมาพระมหาสาสตา พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพละกำลังอันยิ่งใหญ่ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากสิ่งนั้น..."
อนึ่ง นั่นไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้พระอิศวรก็ยังเสียน้ำกำลังให้โมหิณีไปอีกหลายที เช่นในศิวะปุราณะ ก็หลั่งอีกทีแล้วให้ฤๅษีเอาไปฝากพระพายไปสร้างหนุมาน
เรื่องราวมันก็ประมาณนี้นั่นแล