บทความ
คุณค่ากาแฟพิเศษ ผ่านการข้ามศาตสร์ เทคโนโลยีที่้เหมาะสม และนวตกรรม . ความงดงามอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าของกาแฟพิเศษ
เมื่อ : 23 ก.พ. 2568 ,
31 Views

ไม่ใช่เป็นคุณค่าของกลิ่นรสและรสชาติที่น่าพึงพอใจสำหรับผู้ดื่มเท่านั้น
แต่ห่วงโซ่ของกาแฟพิเศษทำให้ชีวิตของเกษตรกรและคนทำกาแฟก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
.
ที่มาของบทความนี่้ มาจากการนำเสนอของ Marcela Martínez Castaño ในงานประชุม International Coffee Convention ปลายปีที่แล้ว ซึ่งเราพบว่าน่าสนใจมาก เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าแห่งห่วงโซ่ของ"กาแฟพิเศษ"
.
เธอบอกว่าด้วยการทำงานกับเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ การใช้ความรู้ของหลายๆสาขาวิชาการร่วมกัน ทำให้รายได้ของเกษตรกรคนทำกาแฟมากขึ้นถึง 50 % ทีเดียว
.
งานวิจัยนี้เองเราคิดว่าเป็น Best Practice หรือตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับกาแฟที่ดี เพราะเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งการทำกาแฟตั้งแต่ต้นทาง การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรต้นน้ำ โดยอาศัยการทำงานแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่การวิจัยแบบเดิมๆ ที่เป็นการวิจัยที่คิดโดยนักวิชาการด้านกาแฟแบบบนลงล่าง เมื่อนำงานวิจัยไปสู่การทำจริงที่หน้างาน จึงไม่ค่อยสำเร็จ
.
(งานวิจัยแบบบนลงล่าง ก็คือคนคิดที่เป็นนักวิชาการด้านกาแฟกับคนทำหน้างานเป็นคนละคนกัน )
.
แต่งานวิจัยของเธอไม่ได้เป็นแบบนั้น เน้นการร่วมมือกันระหว่างสถาบันทางวชิการกับคนทำกาแฟ มีการแบ่งปันความรู้กันระหว่างสถาบันทางวิชาการ และระหว่างคนทำกาแฟด้วยกัน การทำให้เกษตรกรมีเทคนิควิธีใหม่ๆในการโปรเสสกาแฟ รู้จักการชิมกาแฟ การคั่วกาแฟ การสร้างแบรนดิ้ง และสามารถทำให้ขายกาแฟของตัวเองกับคนดื่มกาแฟในประเทศและต่างประเทศ
.
coffeology วันนี้จะพาทบทวนงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนจะพูดถึงงาน Coffee Grower ' s Laboratory ของ Marcela Martínez Castaño ด้านล่างครับ
.
การวิจัยและพัฒนาของวงการกาแฟ
.
มูลค่ารวมของกาแฟคิดเป็นประมาณ 4.8% ของมูลค่ารวมของผลผลิตทางการเกษตรใน 45 ประเทศ Maredia เสนอวาควรมีสัดส่วนการลงทุนในภาคเกษตรกรรมในประเทศเหล่านี้ในเปอร์เซ็นต์ที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบัน จำนวนการลงทุนเพียง 1.8% ซึ่งน้อยเกินไปท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า (1)
.
การส่งเสริมแนวทางใหม่ๆ หรือนวตกรรมให้กับเกษตรผู้ผลิตกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการเกษตร เช่นการวิเคราะห์ข้อมูลสืบย่้อนตัวแปรต่างๆเพื่อปรับปรุงคุณภ่าพของรสชาติกาแฟ หรือเพื่อความยั่งยืน การจัีดการฟาร์ม สามารถสร้างรายได้ให้กับคนทำกาแฟมากขึ้น (2)
.
จากการศึกษาของ Kittichotsatsawat และคณะ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) 2021 พบว่าเทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องมือต่างๆสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานกาแฟให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วย ลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินงานของผู้ประกอบการ รวมถึง สร้างบริการที่เชื่อถือได้สำหรับผู้บริโภค โดยสรุป ในระยะยาว เทคโนโลยีสมัยใหม่เหล่านี้จะสามารถช่วยบริหารจัดการธุรกิจกาแฟได้ดีขึ้น และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมกาแฟ
.
แต่ก่ารลงทุนที่สูงและความรู้ต่างๆยังมีข้อจำกัดเช่นกัน การมีส่วนร่วมของผู้ผลิตกาแฟในกระบวนการนวัตกรรม การปรับแนวทางให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และการให้การสนับสนุนและทรัพยากรที่เพียงพอ สามารถเร่งการนำแนวทางการเกษตรแบบยั่งยืนมาใช้ นำไปสู่ประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งสำหรับเกษตรกรและอุตสาหกรรมโดยรวม (3)
.
การส่งเสริมนวตกรรมให้กับเกษตรผู้ผลิตกาแฟ
‘งานวิจัยที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟเยอะมาก แค่เกษตรกรยังมีความยากจน งานวิจัยของSunanto และคณะ 2024 การนำเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมาใช้ส่งผลให้ผลผลิตกาแฟและรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรก็ตาม ปัจจัย ข้อจำกัดด้านที่ดินและต้นทุนการผลิต ส่งผลกระทบต่ออัตราการนำเทคโนโลยีไปใช้แม้ว่าระดับการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรจะอยู่ในระดับสูง แต่ความสามารถในการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังคงถูกจำกัดด้วยอุปสรรคดังกล่าว การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ การสร้างแรงจูงใจใหม่ให้กับเกษตรกร และ การให้ความช่วยเหลือในทุกด้านเพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีที่ยั่งยืนไปใช้ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและตลาด เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร (4) (5)
.
ใบรับรองมาตรฐาน
.
มีหลายการวิจัยที่บอกว่า ใบรับรองมาตรฐานต่างๆของกาแฟ สามารถทำให้เกษตกรมีรายได้ที่มากขึ้น ยังเผยให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของการระดมทุนของผู้ส่งออกกาแฟ หากผู้ส่งออกในท้องถิ่นมีเงินทุนเพียงพอในการฝึกอบรมให้สมาชิก ความช่วยเหลือด้านเทคนิค และสินเชื่อ อาจประสบความสำเร็จในการปรับปรุงปริมาณและคุณภาพของการผลิตกาแฟและรายได้ของสมาชิกเกษตรกรในเครือข่ายการได้รับการรับรองมาตรฐาน(6)
.
การจัดการความรู้ระหว่างเกษตรกร
.
งานวิจัยของIstiqomah และคณะ (2022) ซึ่งทำที่อินโดนีเซียพบว่าประโยชน์ของการแบ่งปันความรู้ที่เกษตรกรสัมผัสได้ รวมถึงประโยชน์สำหรับชีวิตส่วนตัว ชีวิตทางสังคม การปฏิบัติตามขั้นตอนปฏิบัติการมาตรฐานกาแฟ และการพัฒนาฟาร์มกาแฟ การวิจัยนี้จะเพิ่มข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับการแบ่งปันความรู้โดยเกษตรกรและเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของการแบ่งปันความรู้ต่อการดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพการผลิตกาแฟ การแบ่งปันความรู้โดยเกษตรกรกาแฟจะช่วยขยายขอบเขตการเผยแพร่ ความรู้ และกระตุ้นความสนใจในการดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพ (7)
.
ความไม่สมดุลระหว่างความรู้ของสถาบันวิจัยกับเกษตรกร
จากการวิจัยของ Agustin และคณะ 2023 ซึ่งศึกษาความสัมพันธุ์ของสถาบันวิจัยกาแฟกับเกษตกร เจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตร Gitwe และเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศเคนยา พบการแลกเปลี่ยนความรู้มีความไม่สมดุล ( 8 )
.
ความไม่สมดุลระหว่างความรู้ของสถาบันวิจัยกับเกษตรกร อาจจะหมายถึงการไม่ได้ออกแบบการศึกษาหาความรู้ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาร่วมกันของสถาบันวิจัยกับเกษตรกรผู้ผลิคการแฟในระดับชุมชน
.
ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของ Smith และคณะ 2022 (9) ผู้ผลิตกาแฟรายย่อยเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมกาแฟชนิดพิเศษ และกำลังเผชิญกับความท้าทายที่คุกคามความยั่งยืนของอุตสาหกรรม การขับเคลื่อนไปสู่ภาคส่วนกาแฟชนิดพิเศษที่ยั่งยืนมากขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างนักวิจัยสหวิทยาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาโครงการวิจัยและการแทรกแซงที่จัดการกับภัยคุกคามทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่ความร่วมมือข้ามภาคส่วนจะรวมเอาเสียงของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเป็นศูนย์กลางได้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามักจะขาดหายไป เพราะความร่วมมือที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีลักษณะ Top-Down (นักวิชาการคิด เกษตกรทำ)
ปัจจัยที่ท้ายทาย เช่น มอดกาแฟและโรคของต้นกาแฟ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ราคา แรงงาน การเข้าถึงตลาด ผลผลิต พันธุ์กาแฟ และความช่วยเหลือด้านเทคนิค ต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ ซึ่งข้ามหรือ Cross กันไปมา เช่น การเกษตรกับการตลาด การสร้างแบรนดิ้งเป็นต้น
ความร่วมมือแบบสหวิทยาการข้ามไปมานี้ เชื่อว่าจัดการปัญหาเหล่านี้โดยตรงจะช่วยปรับปรุงความยั่งยืนในระยะยาวของอุตสาหกรรมกาแฟได้โดยตรง โดยการลดแรงกดดันในปัจจุบันที่จำกัดการผลิตกาแฟชนิดพิเศษ กรอบการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้สนใจในการทำวิจัยแบบสหวิทยาการและข้ามภาคส่วนได้ (9)
_______________________________________________
Best Practice “Coffee Grower’s Laboratory”
_______________________________________________
ตัวอย่างความร่วมมือแบบสหวิทยาการข้ามไปมา อาจจะเป็น
งานวิจัยที่ชื่อว่า Coffee Grower’s Laboratory
.
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ได้สังเกตเห็นความแตกต่างและความไม่สมดุลที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจด้านคุณภาพและการได้รับมูลค่าในห่วงโซ่คุณค่าของกาแฟ การลดช่องว่างนี้และการรักษาความยั่งยืนต้องอาศัยนวัตกรรมหรือแนวทางใหม่ๆ
.
"Coffee Grower’s Laboratory -ห้องปฏิบัติการเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ"
ในอิตูอังโก ประเทศโคลอมเบีย ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในท้องถิ่นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
.
มีการพัฒนาวิธีการแบบมีส่วนร่วมมากกว่า 13 วิธีด้วยการคิดเชิงออกแบบ เพื่อสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างการทำกาแฟแบบดั้งเดิมของเกษตรกรไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ วิธีการสำคัญได้แก่
.
การร่วมสร้างแบรนด์ ( ใฃ้เครื่องมือที่เรียกว่า Artesanato)
กราฟการคั่วกาแฟ( ใฃ้เครื่องมือที่เรียกว่า Anatomy of Roasting)
การเป็นผู้คั่วกาแฟ( ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Roaster’s Journey)
การทำความเข้าใจเมล็ดกาแฟ (ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Know the Bean)
และการชิมกาแฟ (ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Deliciousometer)
นอกจากนี้ยังมีวิธีการเสริมสร้างทักษะภายในและระหว่างบุคคล เช่น การดูแลตนเอง (ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Crossing the River)
และการเสริมพลัง (ใช้เครื่องมือที่เรียกว่าThe Four Pillars of Trust)
.
มีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเข้าร่วมทั้งหมด 302 คน ได้ร่วมกันสร้างแบรนด์ชุมชน Itucafé และประชาสัมพันธ์ผ่าน social media มีทั้งกาแฟที่แปรรูปแบบดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ๆในการแปรรูป ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
.
เกษตรกรซึ่งแต่เดิมขายเฉพาะกาแฟกะลาของกาแฟที่แปรรูปแบบ Washed ปัจจุบันสามารถแปรรูป ชิมรสชาติกาแฟ และขายกาแฟของตนให้กับผู้ซื้อโดยตรง
.
การขายให้กับผู้ซื้อโดยตรงทำให้กำไรของผู้ปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% ผ่าน "ห้องปฏิบัติการเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ" เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ได้รับน้อยกว่า 10%
"ห้องปฏิบัติการเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ" ได้เสริมสร้างขีดความสามารถและความสามารถในการแข่งขันของชุมชนกาแฟ เพิ่มความโดดเด่นและการยอมรับกาแฟอิตูอังโก ห้องปฏิบัติการนี้เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ ทำหน้าที่เป็นต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้สำหรับภูมิภาคที่ปลูกกาแฟอื่นๆ ในโคลอมเบีย